Get In Touch
[email protected]
Th: +6620263180

ทำการตลาดด้วย E-Commerce

01. E-Commerce (อีคอมเมิร์ช) หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

e-commerce

ที่มา : https://doodee.in.th/

E-Commerce คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ที่มีไว้สำหรับซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ หรือแม้แต่การนำเสนอโฆษณา ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ต โดยใช้เว็บไซต์หรืแแอปพลิเคชันเป็นสื่อในการนำเสนอสินค้าและบริการ

รวมไปถึงการติดต่อกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการสามารถเข้าถึงร้านค้าและบริการได้โดยง่าย เข้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง E-Commerce เปรียบเสมือนการค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ถ้าหากพูดให้เข้าใจง่ายก็คือการซื้อขายกันในรูปแบบออนไลน์นั่นเอง

ในอดีตนั้นจะนิยมใช้ช่องทางสื่อต่างๆ ในการนำเสนอหรือโฆษณา เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งใช้เป็นสื่อกลางกันเป็นอย่างมากในปัจจุบัน คืออินเทอร์เน็ต โดยจะสามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ โดยประกอบไปด้วย ภาพ เสียง และคลิปวีดีโอ ในการประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างดี การทำธุรกิจโดยใช้ E-Commerce จะทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างง่ายดาย และกว้างขวาง ทำให้บางธุรกิจลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกินความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี

02. ปัจจัสำคัญที่ทำให้เกิด E-Commerce

ประกอบไปด้วย ผู้ซื้อ ผู้ขาย ธุรกิจ สินค้าหรือบริการ และความไว้วางใจ เนื่องจากธุรกิจที่ใช้ E-Commerce เป็นการดำเนินการทุกอย่างผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยที่มีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง หรือเป็นการขายสินค้าและบริการในรูปแบบออนไลน์ ที่ไม่สามารถจับต้องได้ ดังนั้นการที่จะทำให้ผู้ซื้อ เชื่อว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีผู้ขายและมีสินค้าจริง ต้องสร้างความสัมพันธ์ต่อลูกค้าเพื่อให้เกิดความไว้วางใจก่อนนั่นเอง

03. E-Commerce กับการสร้างความไว้วางใจทำได้อย่างไร ?

ในการสร้างความไว้วางใจต่อลูกค้าประกอบไปด้วย

  • หน้าตาของเว็บไซต์ที่ทำ E-Commerce นั้น ต้องมีการออกแบบ UI ที่น่าสนใจและน่าเชื่อถือ โดยเน้นการออกแบบให้สามารถใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ให้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด
  • ต้องประกอบไปด้วยส่วนให้ผู้ใช้งานสามารถร้องเรียนได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาด หรือเกิดปัญหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
  • มีการอัพเดท หรือ ปรับปรุงสินค้าและบริการอย่างสม่ำเสมอ ให้มีความทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา
  • พยายามทำให้เว็บไม่ถูกปิดบ่อยๆ เพราะอาจเสียความไว้วางใจต่อลูกค้าได้
e-commerce

ที่มา : https://www.nixsmart.com/

04. ประเภทของ E-commerce มีอะไรบ้าง ?

  • Business to Business (B2B) หรือ ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ คือการทำธุรกรรมระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อในที่นี้จะเป็นรูปแบบของผู้ประกอบการ กล่าวคือผู้ประกอบการทั้งสองผ่ายทำการตกลงในการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนธุรกิจกัน จะเป็นการเน้นไปในด้านการค้าแบบการขายส่ง ซึ่งจะเป็นการดำเนินการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทิ้งสิ้น
  • Business to Consumer (B2C) หรือ ผู้ประกอบการกับผู้บริโภค คือการค้าระหว่างผู้ขายโดยตรงหรือผู้ประกอบการไปยังผู้บริโภค หรือเรียกได้ว่าเป็นการขายปลีกแก่ผู้ซื้อ เช่น การสั่งซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น
  • Business to Government (B2G) หรือ ผู้ประกอบการกับภาครัฐ คือ ลักษณะของการทำธุรกิจระหว่างองค์กรกับภาครัฐ บริษัทขายสินค้าหรือบริการให้กับภาครัฐ เช่น บริษัทหนึ่งรับเหมาก่อสร้างในการดำเนินการสร้างตึก ต่อเติมถนน ให้แก่รัฐบาล หรือ บริษัทหนึ่งขายอุปกรณ์สำนักงานให้กับภาครัฐ นั่นเอง จุดเด่นของการทำธุรกิจประเภทนี้ คือภาครัฐนั้นจะมีงบประมาณที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะงานประเภทโครงการก่อสร้างต่างๆ แต่ในการทำงานกับภาครัฐก็ย่อมที่จะต้องมีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างนั้นต้องมีการประมูลแข่งขันกันทั้งหมด อาจจะทำให้ไม่ได้กำไรในอัตราที่สูงนัก
  • Consumer to Consumer (C2C) หรือ ผู้บริโภคกับผู้บริโภค คือการติดต่อเเลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน ผู้บริโภคในที่นี้หมายถึง บุคคลที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจประกาศขายสินค้าของตนเอง เเละผู้บริโภคคนอื่นก็สนใจจะซื้อสินค้า การประกาศขายนี้ส่วนใหญ่ขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทางเเพรตฟอร์ม Social Media เนื่องจากมีพื้นที่ให้ติดต่อซื้อขายที่สะดวก
  • Government to Consumer (G2C) หรือ ภาครัฐกับผู้บริโภค ในประเภทนี้จะเป็นการเน้นไปในด้านการบริการของภาครัฐต่อประชาชนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในปัจจุบันก็มีหน่วยงานหลายหน่วยงานได้นำ E-Commerce ประเภทนี้มาใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว เช่นการคำนวณภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต , การให้ข่าวสารหรือข้อมูลต่อประชาชน เป็นต้น
  • Government to Government (G2G) หรือ ภาครัฐกับภาครัฐ โดยจะประเภทนี้จะเป็นการติดต่อสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างกระทรวง หรือ เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น

05. เว็บไซต์ E-Commerce ที่ดีควรเป็นอย่างไร ?

เว็บไซต์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจหรือบริการเพราะจะใช้เป็นตัวกลางระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า การจะขายสินค้าได้หรือไม่ได้นั้นเป็นส่วนหนึ่งเกิดมาจากเว็บไซต์ โดยจะนิยมใช้กันเป็นอย่างมากใน E-Commerce ประเภท Business to Consumer (B2C) เพราะจะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง การทำเว็บไซต์ให้มีระบบจัดการที่ดีต่อผู้ประกอบการและตรงต่อความต้องการของลูกค้าก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ

ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนั้นๆ สามารถปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะในยุคปัจจับันนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจําวันของคนเราไปแล้ว หากผู้ประกอบการไม่ได้มีการทำอีคอมเมิร์ชที่ดีอาจทำให้ธุรกิจนั้นไปไม่รอด หากธุรกิจใดที่มีหน้าร้านแล้วควบคู่ไปด้วยกับการทำ E-Commerce ก็จะช่วยให้เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในธุรกิจนั้นได้มากขึ้น ซึ่งสรุปรายละเอียดของเว็บไซต์ E-Commerce ที่ดีได้ดังนี้

  • เว็บไซต์ที่ดีต้องมีการออกแบบที่สวยงาม และะต้องออกแบบให้ผู้ใช้งาน , เข้าใจง่าย มีความเป็นระเบียบ มีการแบ่งหมวดหมู่สินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน ไม่ซับซ้อนจนเกินไป
  • ระบบของเว็บไซต์หรือระบบหลังบ้านของร้านค้าต้องมีการจัดการและสามารถควบคุมได้โดยง่าย เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ขาย
  • มีรายละเอียดของสินค้าและบริการที่ครบถ้วนชัดเจน ต้องประกอบไปด้วย ราคา รูปภาพ ข้อความอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย คลิปวีดีโอในการพรีวิวสินค้า และนอกจากนี้ควรเพิ่มในส่วนของการรีวิวการใช้งานจริงจากลูกค้า เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น
  • มีขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าและบริการที่ง่าย ไม่เกิดความยุ่งยาก มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้เกิดการเข้าใจง่ายที่สุดควรเพิ่มวีดีโอขั้นตอนการสั่งซื้อเข้าไปเพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ซื้อที่ไม่รู้ว่าต้องสั่งซื้ออย่างไร ในส่วนนี้จะเป็นระโยชน์อย่างต่อลูกค้าที่ไม่ได้มีความชำนาญในการเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์
  • อำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อด้วยระบบตะกร้าสินค้า ที่สามารถจดจำข้อมูลสินค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องมีการคิดคำนวณราคารวมสุทธิของสินค้าอย่างชัดเจนและถูกต้อง เช่นราคาสินค้าทั้งหมด , แยกราคาสินค้าแต่ละชิ้นแต่ละประเภทให้ชัดเจน , ค่าจัดส่ง เป็นต้น
  • การชำระเงินต้องมีความปลอดภัยและโปร่งใส และควรมีช่องที่ในการชำระที่หลากหลายช่องทาง เช่น โอนผ่านธนาคาร , บัตรเครดิต ,  เก็บเงินปลายทาง เป็นต้น
  • ควรมีระบบติดตามสถานะการจัดส่งสินค้าแบบ Real Time เพื่อเพิ่มความไว้วางใจและความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า
  • เว็บไซต์ควรจะรองรับการทำ SEO (Search Engine Optimization) ประกอบไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของท่านเป็นเว็บที่มีความเชื่อถือมากขึ้นเมื่อมีการค้นหาใน Google แล้วขึ้นเว็บไซต์ของท่านที่หน้าแรก การทำ SEO เปรียบเสมือนตัวช่วยให้เพิ่มผู้เข้าชมเว็บและเพิ่มลูกค้าให้กับทางเว็บไซต์ได้มากขึ้น และจะทำให้มีโอกาสในการสินค้าเพิ่มขึ้นไปอีก
e-commerce

ที่มา : https://soject.com/

06. คุณสมบัติที่เว็บไซต์ E-Commerce ควรมี

การทำ E-Commerce ในการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ด้วยการเปิดร้านบน Social media ในปัจจุบันนั้นเริ่มแพร่หลาย เพราะเป็นวิธีที่ง่าย    ไม่ต้องใช้ต้นทุนในการเปิดร้าน ง่ายต่อการนำเสนอสินค้าในแบรนด์ของตนเอง แต่ถ้าอยากให้ธุรกิจนั้นมีความเติบโตมากขึ้น การขายสินค้าผ่านโลก Social media นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ทำให้หลายๆ ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องขยายฐานลูกค้าให้รู้จักในสินค้าและบริการของตนให้มากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วนั้น มักจะหันไปลงขายในสินค้าบน Market place อย่าง Shopee, Lazada เพื่อสร้างความมั่นคงและขยายฐานลูกค้าให้รู้จักกับสินค้าและบริการมากขึ้น

ดังที่กล่าวมานั้นควรต้องคำนึงถึงคุณสมบัติในการทำ E-Commerce เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปอาจส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์หรือธุรกิจของคุณก็เป็นได้ ดังนั้น เราจะมากล่าวถึงคุณสมบัติที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้า เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ ดังนี้

  • User-Friendly
    อาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการออกแบบ UI บนเว็บไซต์ เพราะต้องมีการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก โดยมีผลสำรวจจาก Hubspot พบว่า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นต้องการความสวยงามของหน้าตาเว็บไซต์เพียงแค่ 10 % เท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของการออกแบบเว็บไซต์ E-Commerce คือ การอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเลือกซื้อสินค้าและบริการ หากเว็บไซต์ใดๆ เน้นความสวยงามแต่เว็บไซต์มีความซับซ้อนมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโอกาสสูงมากที่ลูกค้าจะออกจากเว็บไซต์ หากต้องการให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย ควรวางโครงสร้างของเว็บไซต์ให้เป็นระเบียบ จัดหมวดหมู่สินค้าและบริการให้ชัดเจน
  • Mobile-Friendly Website
    การชำระเงินในการเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ส่วนมากล้วนมากจากการชำระเงินผ่านโทรศัพท์ หากต้องการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ เว็บไซต์ของคุณควรจะพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นระบบ Responsive Website หรือทำให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานทุกแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ  บนมือถือ ข้อดีของการใช้ Responsive Website นอกจากจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้ค้าแล้ว เว็บไซต์ที่รองรับการทำงานได้ทุกแพลตฟอร์มนั้น ยังส่งผลดีต่อการจัดอันดับบน Google อีกด้วย
  • ระบบสั่งซื้อ/ตะกร้าสินค้า
    ฟังก์ชันที่เว็บไซต์ E-Commerce จะขาดไปไม่ได้ คือระบบตะกร้าสินค้า หรือระบบสั่งซื้อ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าของคุณสามารถซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อสินค้าจำนวนมากๆ ได้ภายในครั้งเดียวนอกจากนี้ระบบตะกร้าสินค้าที่ดีจะต้องสามารถคำนวนราคาสินค้าได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดพลาด มีรายละเอียดของสินค้าที่ถูกต้องชัดเจน โดยต้องประกอบไปด้วย จำนวน ราคา ส่วนลด ค่าขนส่ง และพาลูกค้าของเราไปจบที่หน้าชำระเงินได้เลย ครบ จบ ในฟังก์ชันเดียว
  • Search & Filter
    ฟังก์ชัน Search หรือ Filter ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเว็บไซต์ E-Commerce เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเว็บไซต์ของเรามีสินค้าและบริการอะไรบ้าง ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ลูกค้าตามหาสินค้าที่ต้องในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
  • สินค้าที่เกี่ยวข้อง
    การแนะนำสินค้าที่มีความเกี่ยวข้อง หรือใกล้เคียงกัน เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่เข้ามาช้อปในเว็บไซต์ หากคนที่เข้ามาไม่พบสินค้าที่เขาต้องการ หรือสินค้านั้นหมดสต๊อก ระบบแนะนำสินค้าจะนำสินค้าที่ใกล้เคียงกันมาให้ลูกค้า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าประเภทอื่นๆ เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้
  • บอร์ดสำหรับรีวิว
    การใช้บุคคลมาบอกต่อกับลูกค้า ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยโน้มน้าวลูกค้าให้กล้าตัดสินใจซื้อ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการรีวิวสินค้า มีนักช้อปออนไลน์จำนวนมากที่มักจะเข้ามาอ่านรีวิวสินค้าว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และสินค้านั้นตรงปกหรือไม่ และมีลูกค้าอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีรีวิว 4 ดาวขึ้นไป ตามที่มีการรีวิวบนบอร์ด
  • ความปลอดภัยของเว็บไซต์
    เพราะลูกค้าชำระเงินผ่านเว็บไซต์ของเราอยู่ตลอดเวลา ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ธุรกิจและแบรนด์ใหญ่ๆ มักตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ หน้าที่ของเราคือสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้า การใช้เว็บไซต์ที่เป็น HTTPS จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ให้ลูกค้าช้อปได้อย่างมั่นใจบนเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการจัดอันดับของ Google อีกด้วย
  • ช่องทางการรับชำระเงิน
    อีกหนึ่งฟังก์ชันที่เว็บไซต์ E-Commerce จะขาดไปไม่ได้ คือการให้ความสะดวกกับลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ของคุณต้องมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือกชำระได้ตามความต้องการ รับได้ทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต โอนชำระผ่านทางธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง
  • ข้อมูลการจัดส่งสินค้า
    เว็บไซต์ E-Commerce ที่ดีจะต้องบอกรายละเอียดของการจัดส่งสินค้ารูปแบบ Real Time ผู้ให้บริการขนส่งเป็นใคร มีกี่ตัวเลือก ใช้เวลานานเท่าไหร่ คิดค่าขนส่งอย่างไร นอกจากนี้ มีสถิติพบว่าลูกค้าจำนวนมากจะตัดสินใจซื้อสินค้าเมื่อพบว่าร้านค้านั้นมีบริการส่งฟรี
  • หน้าติดต่อเรา
    สิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ E-Commerce มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดคงหนีไม่หน้าเพจ Contact us หรือ ติดต่อเรา ที่บอกรายละเอียดที่อยู่ และช่องทางการติดต่อของเราไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจว่าสามารถติดต่อหาเราได้จริงหากเกิดปัญหา นอกจากนี้หากธุรกิจของคุณมีหน้าร้าน หรือมีหลายสาขา การเชื่อมต่อกับ Google Map ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถไปร้านคุณได้อย่างถูกต้องอีกด้วย
  • โปรโมชั่น ข้อเสนอที่น่าสนใจ
    การจัดแคมเปญโปรโมชั่นในทุกๆ เดือนและโปรโมชั่นตามฤดูการ หรือกิจกรรมทางการตลาดเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อ หากเว็บไซต์ของคุณมีฟังก์ชั่นที่สามารถจัดโปรโมชั่น ลด , แลก , แจก , แถม เหล่านี้ได้ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสร้างยอดขายได้ง่ายขึ้น
  • นโยบายการคืนสินค้า
    เป็นไปได้ที่ลูกค้าอาจไม่พอใจกับสินค้าที่ได้รับ และมาจากหลายสาเหตุ เช่น สินค้าอาจมีข้อบกพร่อง เกิดการชำรุด หรือสินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง แน่นอนว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการก็คือการขอเปลี่ยนสินค้า หรือขอเงินคืน เว็บไซต์ E-Commerce จึงควรทำนโยบายการคืนสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษรหรือมีภาพประกอบให้ชัดเจน นโยบายยังเป็นอีกคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณอีกด้วย
e-commerce

ที่มา : https://www.blogdumoderateur.com/

07. เครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์ E-Commerce มีอะไรบ้าง?

หากธุรกิจใดกำลังมองหาเครื่องมือในการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้ง่าย และตรงต่อความต้องการของคุณมากที่สุด และที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยนอกเหนือจากบางเครื่องมือที่จะต้องทำการซื้อแพ็คเกจเพิ่มเพื่อให้สามารถใช้ในส่วนของเครื่องมือได้หลากหลายยิ่งขึ้น เครื่องมือสำหรับทำเว็บและออกแบบเว็บไซต์ที่เรายกมานำเสนอ มีดังนี้

  • WordPress
    โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้สร้างและจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ประเภท Contents Management System หรือเรียกย่อๆ ว่า “CMS” ซึ่งเขียนด้วยภาษา PHP แต่หากท่านไม่มีความรู้ด้านภาษาในการเชียนเว็บก็สามารถใช้งานได้เพียงแต่หากว่าหากรู้ภาษาจะเข้ามาช่วยในด้านการตกแต่งเว็บไซต์ของท่านผ่าน WordPress ได้มากขึ้นและใช้ระบบจัดการฐานข้อมูล MySQL เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่อยากเริ่มต้นทำเว็บไซต์

    ซึ่งเป็นเครื่องมือสำเร็จรูปที่สามารถใช้งานได้ฟรีผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยมีส่วนประกอบหลักๆ คือ WordPress Core เป็นซอฟแวร์หลัก ใช้จัดการเว็บไซต์ เนื้อหาและบทความต่างๆ , Theme เป็นส่วนที่กำหนดดีไซน์หรือรูปแบบการแสดงผล , Plugin เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ WordPress เช่น ระบบสร้างหน้าเว็บไซต์ ระบบจัดการสินค้า รองรับการทำ SEO ให้ติดอันดับได้ง่าย เมื่อมีการพัฒนาและอัพเดทเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

  • Wix
    เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ฟรี ซึ่งช่วยให้คุณสามารถออกแบบและสร้างเว็บไซต์ตามที่คุณกำหนดได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดายสามารถเลือกรูปแบบและแก้ไขเนื้อหาภายในเว็บได้ด้วยตัวคุณเอง โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด คุณสามารถสร้างและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ผ่านแถบเครื่องมือด้านบนของหน้าโปรเจคของคุณ โดยเพียงแค่คลิกลาก Element ต่างๆ

    เช่น Text , Image , Video ดังกล่าว มาวางไว้ที่ตำแหน่งที่คุณต้องการ ซึ่ง Wix มี Element ให้เลือกใช้มากมายเพื่อให้คุณเลือกใช้ได้ตามความต้องกาไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านภาษา php หรือภาษาในการเขียนเว็บ ซึ่ง Wix มีทั้งแบบฟรีหรือแบบเสียเงิน โดยแบบฟรีนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนชื่อโดเมนได้

    หากเป็นแบบเสียเงินสามารถเปลี่ยนชื่อโดเมนได้หรือเป็นโดนเมนที่เราเคยมีก็ได้ รูปแบบการเสียเงินนั้นจะมีแบบเสียรายเดือนในราคาที่ต่างกันออกไปให้เลือกตามความต้องการของเราเอง เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ในรูปแบบสำเร็จรูปเช่นเดียวกันกับ WordPress โดยมีเทมเพลตให้เลือกใช้งานได้แบบฟรีๆ มากถึง 900 แบบ ให้เลือกและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้อย่างตามใจชอบ เป็นเครื่องมือที่แก้ไขเว็บไซต์ได้ง่ายที่สุด

  • Zyro
    เป็นเครื่องมือเกี่ยวกับสร้างการสร้างเว็บไซต์เชิงพานิชณ์ที่มาพร้อมกับโฮสติ้ง (Domain) เป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่า Zyro จะไม่ค่อยมีฟีเจอร์ขั้นสูงที่ทำให้เว็บไซต์โดดเด่นมากนัก แต่ Zyro ก็จะมีการอัพเดทฟีเจอร์และฟังก์ชันใหม่ๆ เข้ามาตลอด เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้มือใหม่ที่มีความต้องการที่จะสร้างและออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นของตนเอง

    เช่น เว็บไซต์สำหรับขายของออนไลน์ เว็บไซต์สำหรับด้านการบริการ เป็นต้น อีกทั้ง Zyro ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ง่ายต่อการพัฒนาเว็บไซต์ ที่มีความรวดเร็ว ซึ่งจะมุ่งเป้าหมายไปยัง ผู้ที่มีความต้องการที่อยากจสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดและไม่จำเป็นต้องออกแบบเว็บไซต์ด้วยตนเอง

    เพราะ Zyro มีเทมเพลต รูปแบบต่างๆให้เลือกใช้มากมาย ทั้ง รูปแบบ Blog , Marketing หรือ E-commerce ให้คุณสามารถเรียกใช้งานและปรับแต่งได้ตามความต้องการ เพียงแค่ใช้เมาส์คลิกลาก Element ต่างๆ เช่น Text , Image หรือ Video เพื่อจัดองค์ประกอบของเว็บไซต์ไว้ในตำแหน่งที่คุณต้องการ โดยเเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นด้วย Zyro จะเป็นเว็บไซต์แบบ Responsive ที่รองรับการใช้งานทั้ง คอมพิวเตอร์และ
    สมาร์ทโฟน

08. ข้อดีและข้อเสียของการทำธุรกิจโดยใช้ E-Commerce

ข้อดีในการทำธุรกิจด้วย E-Commerce

  • สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ง่ายโดยผ่านอินเทอร์เน็ต
    ด้วยการนำระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันได้อย่างอิสระ การโปรโมทสินค้าหรือการโฆษณาจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก
  • ทำได้ง่าย ทำได้ด้วยตนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
    เนื่องจากในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มและเครื่องมือในการทำเว็บไซต์   E-Commerce เป็นจำนวนมาก โดยสามารถตอบโจทย์การทำการซื้อขายของผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การให้บริการต่างๆ ก็ทำได้โดยง่าย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมธุรกิจของตนเองได้ด้วยตัวคนเดียวและอิสระ
  • ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้า
    หลังจากมีการนำ E-Commerce มาใช้แล้วก็ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้งสต๊อกสินค้าอีกต่อไป ในบางธุรกิจก็สามารถทำการพรีออเดอร์ให้ลูกค้าได้เลย โดยจะะมีลักษณะเป็นแบบเมื่อมีลูกค้าสั่งสินค้าเราถึงจะดำเนินการสั่งสินค้าและทำการจัดส่งให้ภายหลังการสั่งซื้อนั่นเอง
  • สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
    โดยในปัจจุบันแทบจะไม่ต้องไปเสียเงินกับค่าโฆษณาที่มีราคาแพงๆ เพื่อให้คนเห็นในตัวสินค้าและบริการของเราอีกต่อไป โดยในรูปแบบเดิมจะเป็นการโปรโมทประชาสัมพันธ์โดยไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายจึงทำให้มีโอกาสน้อยที่ผู้ที่เห็นโฆษณานั้นจะมาซื้อสินค้าและบริการของเรา

    ซึ่งในการทำ E-Commerce จะสามารถเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ได้ โดยเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของเราเท่านั้น ดังนั้น จึงเรียกได้ว่าเป็นการโปรโมทหรือโฆษณาที่ถูกจุด ไม่เสียค่าโฆษณาแพงๆ ไปแบบฟรีๆ แน่นอน

  • สามารถเปิดขายได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
    เป็นการตัดปัญหาสำหรับการเปิดปิดร้านในรูปแบบเดิมสำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน เพราะระบบออนไลน์จะเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเลือกช็อปเลือกชมสินค้าของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการว่าพร้อมที่จะให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด สำหรับในบางธุรกิจนั้นทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ก็ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าธุรกิจอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น Call Center. เป็นต้น

ข้อเสียในการทำธุรกิจด้วย E-Commerce

  • ผู้บริโภคไม่สามารถสัมผัสกับสินค้าจริงได้
    ถือว่าเป็นข้อเสียที่ชัดเจนที่สุดของ E-Commerce โดยที่ผู้บริโภคทำได้แค่เห็นภาพสินค้าและทราบแค่รายละเอียดของสินค้าแต่ไม่สามารถจับต้องได้ จนในหลายๆ ครั้งที่มีการสั่งสินค้าออนไลน์ทำให้เกิดความผิดพลาดของขนาดสินค้า ซึ่งสินค้าที่เกิดข้อผิดพลาดในเรื่องนี้บ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเครื่องแต่งกาย
  • เข้าถึงได้เฉาพะกลุ่มผู้บริโภคที่มีอินเทอร์เน็ต
    เนื่องจากมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ไม่สะดวกหรือเป็นกังวลในการซื้อของออนไลน์ เพราะบางธุรกิจนั้น ไม่ได้มีหน้าร้าน จึงทำให้อาจจะเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไปได้เลย นี่จึงเรียกว่าเป็นข้อเสียอีกข้อของการทำธุรกิจ E-Commerce เพราะอาจจะไม่ได้ตอบสนองความต้องการต่อลูกค้าทุกคนได้ 100%
  • มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง
    เนื่องจากในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตได้แพร่หลาย เข้าถึงได้แทบทุกที่จึงมีการขายสินค้าและบริการออนไลน์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ธุรกิจที่พึ่งเริ่มทำ E-Commerce จึงเสียเปรียบในด้านการทำธุรกิจออนไลน์ และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดตัวลง โดยถ้าหากอยากอยู่ได้บนโลกออนไลน์ผู้ประกอบการต้องสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าและบริการให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
  • เสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากผู้ไม่หวังดี
    เป็นเรื่องปกติของเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งจะมาพร้อมกับผู้ไม่หวังดีที่จะปลอมแปลงเว็บไซต์ขึ้นมา หรือแอบอ้างเป็นผู้ประกอบการ เพื่อหลอกเอาเงินจากผู้บริโภค และในมุมของผู้ประกอบการก็อาจจะโดนผู้ไม่หวังดีแทรกแซงแฮ็กข้อมูลของลูกค้าจากทางหลังบ้านได้ หากมีการป้องกันเว็บไซต์ที่ไม่ดีพอ
  • ยากต่อการค้นหา
    แน่นอนว่าธุรกิจที่พึ่งเริ่มทำ E-Commerce นั้นล้วนยากต่อการค้นหาแน่นอน เพราะต้องตระหนักเอาไว้ว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ขายสินค้าและบริการประเภทนี้ จึงเกิดการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการขายของออนไลน์ อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าหากผู้ประกอบการใดเริ่มมาก่อนก็ย่อมที่จะได้เปรียบ เพราะมีฐานลูกค้าที่รู้จักสินค้าหรือบริการนั้นๆ กันอย่างแพร่หลาย หากเราไม่สามารถที่จะทำสินค้าหรือบริการให้มีความโดดเด่น ก็จะทำให้ยากต่อการค้นหา เพราะคู่แข่งทางการตลาดเรียกได้ว่าเยอะมากจริงๆ
  • การส่งสินค้าต้องใช้เวลา สร้างความกังวลให้ผู้บริโภค
    ในการส่งสินค้าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งจะสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้บริโภคทั้งในแง่ของการถูกหลอกให้จ่ายเงินก่อน และอาจเกิดการชำรุดหรือเสียหายของสินค้าในระหว่างการขนส่ง  ผู้ประกอบการคงต้องมีวิธีการเลือกบริการขนส่งที่ ส่งไวและไว้ใจได้
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์