Get In Touch
[email protected]
Th: +6620263180

ทำความรู้จักกับ Web 3.0

web3

ที่มา : https://www.martechthai.com/

Web 3.0 คืออะไร ?

Web 3.0 เริ่มได้รับการพูดถึงและยอมรับมากขึ้น ด้วยแนวคิดที่ใหม่ล้ำสมัย ผู้ใช้งาน และผู้สร้างสรรค์ Content สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างอิสระ ข้อมูลต่างๆถูกจัดเก็บแบบกระจายศูนย์ (ไร้ตัวกลาง) และแม้แต่บริษัท Technology รายใหญ่หลายๆที่ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Apple , Amazon , Microsoft , Google ก็เริ่มขยับตัวในการสร้าง Ecosystem ใหม่ๆ เช่น Metaverse จาก Facebook เองก็ถือว่าเป็นการใช้ Web 3.0 เช่นกัน ก่อนที่จะทำความรู้จักกับ Web 3.0 เราขออธิบายให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจกับ Web 1.0 และ Web 2.0 เพราะ 2 รูปแบบนี้เปรียบเสมือนรากฐานก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็น Web 3.0 ในเวลาต่อมา

WEB3.0

ที่มา : https://zipmex.com/

Web 1.0

เป็นเว็บยุคเริ่มต้นและยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน มักจะมีรูปแบบเป็นไฟล์นามสกุล .html ส่วนมากจะใช้ภาษา HTML (HyperText Markup Language ) ในการพัฒนา ต่อมาเริ่มมีการนําเอา Java Script และภาษา PHP (HyperText preprocessor) มาใช้งาน ซึ่ง Web 1.0 เป็นเว็บประเภทที่จะให้ข้อมูลข่าวสารเพียงทางเดียว (One Way Communication) จะมีลักษณะเป็นการสื่อสาร ที่ผู้ส่งสารจะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด หรือเป็นการสื่อสารเพียงทางเดียวโดยไม่สามารถมีการตอบโต้กลับมาจากช่องทางใดๆได้เลย คนที่จะสามารถแก้ไขหน้าตาเว็บไซต์ได้ก็จะมีเพียงแต่เจ้าของเว็บไซต์ (Webmaster) เท่านั้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานการทำเว็บซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแบ่งปันหรือส่งต่อเนื้อหาออกไป ผู้ใช้หรือผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถโต้ตอบได้ เช่น การติดประกาศให้แก่พนักงานเพื่อทำสิ่งต่างๆ แล้วไม่ได้สนใจว่าพนักงานจะทราบและปฏิบัติตามหรือไม่ หรือในรูปแบบ หนังสือพิมพ์ , วิทยุและโทรทัศน์ , เว็บไซต์ประกาศข่าว , เว็บไซต์ประกาศรับสมัครงาน , เว็บประวัติส่วนตัว เป็นต้น

จุดเด่น จุดด้อย Web 1.0

    • Creator ได้เจอกับ Consumer ได้แบบ Direct ไม่มีคนกลาง
    • ค่อนข้างจะมีอุปสรรคในการเข้าถึงสูง (Barrier to Entry) ต้องใช้ต้นทุนในการสร้าง และจำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิค
    • Creator ต้องการความรู้ด้านเทคนิคคอล หรือต้องทำ HTML หรือใช้ CMS เช่น WordPress ได้
    • Creator หารายได้จากคอนเทนท์ที่ผลิตได้น้อยมาก
    • ตัวคอนเทนท์เอง สามารถถูกคนลอกเลียนแบบทำซ้ำได้โดยง่าย
2.0

ที่มา : https://www.martechthai.com/

Web 2.0

เป็นรูปแบบเว็บในปัจจุบันที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจาก Web 1.0 เนื่องจาก Web 1.0 นั้นเป็นเว็บไซต์เพื่อการสื่อสารเพียงแค่ทางเดียว ทำให้เกิดปัญหาในด้านการสื่อสาร เพราะผู้เข้าใช้งานไม่สามารถที่จะตอบโต้กลับมาได้ ทำให้เกิดการพัฒนามาเป็น Web 2.0 ในยุคถัดมา จะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นตัวเชื่อมสำหรับเครือข่ายทางสังคม (Social network) ที่จะเป็นการเน้นไปในด้านการแบ่งปัน (Sharing) รูปภาพ วีดีโอ สื่อต่างๆ (Multimedia),แสดงความคิดเห็น (Post Comment) ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับผู้สร้างเนื้อหาเว็บไซต์ได้ หรือสื่อสารระหว่างผู้อ่านกันเองก็ได้ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถสร้างเนื้อหา (Content) เพื่อสื่อสารกันเองได้ Web 2.0 จะแตกต่างกับ Web 1.0 ตรงที่ จะเป็นการติดต่อ 2 ทาง (Two-way Communication) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยที่ผู้ใช้งานจะสามารถมีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์ได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทำขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์นั้นมีการ Update และพัฒนา ปรับปรุง อย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา เช่น รูปแบบ Social media ก็จะมี Facebook , Twitter , Instagram และ Tiktok ถ้าเป็นการค้นหาในรูปแบบ Search Engine ก็จะมี Youtube , Yahoo! รูปแบบของการใช้จ่ายก็จะมี Paypal , Omise และหากเป็นรูปแบบของเกมส์ ก็จะเป็น Steam , Origin , Blizzard เป็นต้น

ในการพัฒนา Web 2.0 ดูเหมือนจะราบรื่นแต่ก็ยังหนีไม่พ้นปัญหา ก็คือ การติดต่อสื่อสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social network) เป็นการสื่อสารที่จะมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องในช่องทางการสื่อสารนี้อยู่ ซึ่งคนกลางเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราสื่อสารกัน สามารถรู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานสื่อเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดปัญหาการขโมยข้อมูลไปขาย วิเคราะห์เพื่อทำโฆษณาที่ตรงตามความต้องการของเราได้มากขึ้น ทำให้ข้อมูลของเราที่สื่อสารเข้าไปนั้นไม่เป็นข้อมูลส่วนตัวอีกต่อไป นำไปสู่การพัฒนาแนวคิดของ Web 3.0 เพื่อลดบทบาทของตัวกลางลง เพิ่มความ “ไร้ตัวกลาง” (Decentralized) ให้มากยิ่งขึ้น

จุดเด่น จุดด้อย Web 2.0

    • Creator สามารถสร้างหน้าร้านได้เองอย่างรวดเร็ว นึกภาพว่าใครๆก็สามารถสร้าง Facebook Page, Youtube Channel ได้โดยง่าย ใช้เวลาไม่กี่นาที
    • Creator สามารถสร้าง Value ได้เอง แค่มีคอนเทนท์ที่น่าสนใจ
    • การถูกมองเห็น หรือ เข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตัวกลาง ทำให้ Creator เสียเปรียบมากๆ ลองนึกภาพว่าเราใช้ ความพยายามและเวลามากมายในการเพิ่ม Follower แต่ยังต้องจ่ายเงินตัวเองบูสท์โพส เพื่อให้ผู้ติดตามเหล่านั้นเข้าถึงได้ง่าย
    • รายได้ค่าโฆษณาของทุกๆ ธุรกิจส่วนใหญ่ถูกรวไปอยู่ที่คนกลาง 
Web-3.0-Explained

ที่มา : https://zipmex.com/

Web 3.0

เป็นการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา ดังที่กล่าวมาของ Web 2.0 โดยที่ผู้ใช้งานสามารถจัดการข้อมูลในการสื่อสารของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการใช้ระบบที่ไร้ตัวกลางควบคุมอย่างบล็อกเชน นอกจากนี้ Web 3.0 นั้นจะมี Artificial Intelligence (AI) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อช่วยในการประมวลผลให้เป็นไปตามการใช้งานที่โปร่งใส ไร้ซึ่งการแฮ็กข้อมูลของผู้ใช้งาน ในการสื่อสาร หรือทำธุรกิจและบริการทาง Social network

Web 3.0 มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

    • Decentralized
      มีการกระจายอำนาจผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากส่วนกลางในการโพสต์ข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ เช่น สามารถติดต่อหากันได้โดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊กหรือกูเกิลเข้ามาเกี่ยวข้อง
    • Bottom-up Design
      การออกแบบพัฒนาโค้ดที่คำนึงถึงผู้ใช้งานส่วนใหญ่ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ แทนที่การใช้งานโค้ดแบบที่เขียนได้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญ หรือ กลุ่มคนส่วนน้อย
    • Consensus
      มีการตรวจสอบความถูกต้อง โปร่งใสที่ทุกคนต้องยินยอมและเห็นพ้องกัน เพื่อให้การทำงานทั้งหมดเป็นไปในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน

เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อ Web 3.0

  • เทคโนโลยี Artificial Intelligence
    การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) จะสามารถเข้ามาช่วยให้เครื่องมือค้นหา (Search Engine) ได้เข้าใจถึงบริบทของคำที่คุณใช้ค้นหาได้มากขึ้น และหากอ้างอิงกับข้อมูลของผู้ใช้งานด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ผู้ใช้เหมือนมีเลขานุการส่วนตัวคอยช่วยเหลือ
  • เทคโนโลยี Blockchain
    ด้วยความที่ Web 3.0 ยังไม่มีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน การจะอธิบายว่ามันต้องใช้เทคโนโลยีอะไรบ้างในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วแน่นอน คือ มันเป็นการรวมข้อมูลทุกอย่างบนโลกอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน และทำงานได้อย่างชาญฉลาด มันจะกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อผู้คน, ข้อมูล, แอปพลิเคชัน และแนวคิด เอาไว้ในที่เดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมด ทำให้เรื่องการรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหานั้นให้เราได้ก็คือ “บล็อกเชน (Blockchain)” นั่นเอง ด้วยการนำเทคโนโลยี Decentralized apps (DApps) เข้ามาช่วยเหลือในการเชื่อมต่อ โดย DApps เป็นแอปพลิเคชันที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางในการประมวลผล ทำงานอยู่บนเครือข่าย Blockchain ไม่ถูกปิดกั้นจากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
 
what-is-web-3-2

ที่มา : https://trustwallet.com/

เปรียบเทียบเทคโนโลยี Web 1.0 - Web 3.0

Web 1.0

Web 2.0

Web 3.0

  • ให้ข้อมูลข่าวสารแบบสื่อสารทางเดียว
  • ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด
  • ผู้รับสารมีหน้าที่รับสารอย่างเดียวโต้ตอบกลับไม่ได้
  • การแก้ไขอัพเดตข้อมูลในหน้า web ทำได้เฉพาะ Webmaster
  • ให้ข้อมูลความรู้แบบตายตัว
  • สามารถแชร์รูปและแสดงความคิดเห็นได้
  • สามารถสื่อสารตอบโต้ได้ทั้งผู้สร้าง web และผู้ใช้ web
  • เป็น web ของเอกสาร เช่น การเขียน Content ใน Wiki การเขียน Blog
  • เป็น web ที่มีข้อมูลสารสนเทศมากมายและเป็น web ที่มีการกลั่นกรองโดยสมาชิกของสังคมโซเชียล
  • สามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆได้ ด้วยระบบ AI
  • สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้
  • เป็น web ข้อมูล โดยเป็นการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน นำมาวิเคราะห์แล้วพัฒนาออกมาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการ ตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานนั้นๆ
  • เป็น web ที่มีการควบคุมข้อมูลสารสนเทศและเป็น web ที่ฉลาดถูกกลั่นกรองโดย ผู้เชี่ยวชาญ จัดเก็บทุกอย่างเป็นแบบ Digital

จุดเด่น จุดด้อย Web 3.0

    • Creator สามารถเชื่อมต่อกับ Consumer หรือ Followers ได้โดยตรง ไม่มีคนกลาง
    • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมต่างๆ จะถูกคนกลางน้อยลง
    • ช่องว่างระหว่างความบันเทิง และการหารายได้จะลดลง
    • คนรุ่นใหม่ จะมีรายได้จากการสร้างคอนเทนท์ หรือการเล่นเกมส์
    • คอนเทนท์ต่างๆ จะได้รับการคุ้มครอง และตรวจสอบทรัพย์สินทางปัญญาได้ง่ายๆผ่าน Blockchain
    • การทำแบรนดิ้ง สามารถต่อยอดเป็น Digital Asset และนำไปหารายได้ได้โดยตรง
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์